http://www.boontham.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

รวมภาพบรรยากาศทั่วไป

 รายการสินค้า

 เว็บบอร์ดสนทนา

 สมัครตัวแทนจำหน่าย

 น้ำมันบนดินของเกษตรกร

สถิติ

เปิดเว็บ30/09/2008
อัพเดท19/03/2013
ผู้เข้าชม394,211
เปิดเพจ494,088

บริการ

ประวัติความเป็นมา
ผู้บริหาร
สินค้าแนะนำ
สั่งซื้อสินค้า
ติดต่อเรา
คลิปวีดีโอ
สินค้าโปรโมชั่น

ตำแหน่งงานว่าง

ราการสินค้า

รายการสินค้าฝากขาย

หลักการใช้ผลิตภัณฑ์

เทคนิคการปลูกพืช

กิจกรรมร่วมชุมชน

การปลูกพริก

การปลูกพริก

พริก ชื่อสามัญ Chilly วงศ์ Solanaceae
ในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกพริกมากที่สุด คือ 31 สายพันธุ์ เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก พริกยักษ์ เป็นต้น โดยทั่วไปพริกสายพันธ์นี้นิยมปลูกกันมากทั่วโลกและถือเป็นสายพันธุ์ที่สำคัญที่สุดพริกที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีดังนี้พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกยักษ์ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูไร่ พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับมะเขือ มันฝรั่งและยาสูบเป็นไม้พุ่มล้มลุกเนื้ออ่อน บางชนิดอยู่ได้หลายฤดู บางชนิดอยู่ได้ฤดูเดียว มีความผันแปรค่อนข้างมาก ทั้งลักษณะสี กลีบดอก ลำต้น ใบ ผล เป็นพืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศและสามารถผสมตัวเองได้ แต่ก็มีโอกาสผสมข้ามดอกและก่อให้เกิดการกลายพันธ์ได้ 9-36 %องค์การนานาชาติว่าด้วยแหล่งพันธุกรรมทางพืชแบ่งพันธ์พริกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ได้ 5กลุ่ม พริก มาจาก ภาษา กรีก เรียกว่า Kaptein แปลว่า มีรสเผ็ดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาไต้สันนิษฐานว่ามนุษย์เริ่มเพาะปลูกพริกเป็นครั้งแรกในระหว่าง 5,000-3,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่ามายาเป็นชนเผ่าแรกที่นำพริกมาปรุงเป็นเครื่องปรุงอาหารโดยการนำพริกป่นมาผสมน้ำสำหรับเป็นเครื่องจิ้มอาหาร

ระบบราก
ระบบรากของพริกมีรากแก้ว รากหากินลึกมาก พริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกิน1.20 เมตร รากฝอยจะหากินในความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร
ลำต้นและกิ่ง ลำต้นของพริกสูงประมาณ
1-2 ฟุต พริกมีการเจริญเติบโตจากลำต้นเพียง 1 กิ่ง แล้วแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่ง ไปเรื่อยๆและมักพบว่าพริกที่สมบูรณ์จะมีกิ่งแตกขึ้นมาจากต้นที่ระดับดินหลายกิ่งจนคล้ายกับว่ามีหลายต้นรวมอยู่ที่เดียวกัน ดังนั้นจึงมักไม่พบต้นหลัก แต่จะพบเพียงกิ่งหลักๆเท่านั้นทั้งลำต้นและกิ่งนั้นในระยะแรกจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่กิ่งและต้นก็ยังคงเปราะและหักง่าย
ใบพริก เป็นพืชแบบใบเลี้ยงคู่ ใบเป็นแบบใบเดียว มีลักษณะแบนเรียบเป็นมัน มีขนบ้างเล็กน้อย ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่จนถึงใบเรียวยาว ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็ก แต่ในระยะเป็นต้นกล้าและใบล่างๆของต้นโตเต็มที่จะมีขนาดค่อนข้างใบใหญ่

ดอก ลักษณะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดียว แต่อาจพบมีหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ดอกเกิดที่ข้อตรงมุมที่เกิดใบหรือกิ่งก้านดอกอาจตรงหรือโค้งส่วนประกอบของดอกประกอบด้วย กลีบรองดอก
5 พูกลีบดอกสีขาว 5 กลีบแต่บางพันธ์อาจมีสีม่วงและอาจมีกลีบดอกตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก อับเกสรตัวผู้มีสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็กๆ ยาวๆ เกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไปเหนือเกสรตัวผู้ ปลายเกสรตัวเมียมีรูปร่างเหมือนกระบองหัวมน รังไข่มี 3 พู แต่อาจพบได้มีตั้งแต่ 2-4 พูและจากการศึกษาพบว่าพริกมีวันที่ตอบสนองต่อช่วงวันโดยมักจะออกดอกและติดผลในสภาพวันสั้นในระหว่างการเจริญเติบโตหากได้รับสภาพวันยาวหรือมีการใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความยาวของช่องแสง พริกก็จะออกดอกช้าออกไป
ผล มีทั้งผลเดี่ยวและผลกลุ่ม มีลักษณะเป็นกระเปาะ มีฐานขั้วผลสั้นและหนา โดยปกติผลอ่อนมักชี้ขึ้น เมื่อเป็นผลแก่พันธ์ที่มีลักษณะขั้วผลอ่อนก็จะให้ผลที่ห้อยลง บางพันธ์ทั้งผลอ่อนและผลแก่จะชี้ขึ้น ผลมีทั้งลักษณะแบนๆกลม ยาว จนถึงพองอ้วนสั้น ฐานของผลอาจแบ่งออกเป็น
2-4 ห้อง จะสังเกตได้ชัดเจนในพริกหวาน ในระหว่างการเจริญเติบโตของผลหากอุณหภูมิในเวลากลางวันสูงและความชื้นในบรรยากาศต่ำจะทำให้ผลพริกมีการเจริญผิดปกติ บิดเบี้ยว มีขนาดเล็ก ทำให้การติดเมล็ดต่ำกว่าปกติ
เมล็ด เมล็ดพริกค่อนข้างใหญ่กว่าเมล็ดมะเขือเทศแต่มีรูปร่างคลายกัน คือกลมแบน ไม่ค่อยมีขนเหมือนเมล็ดมะเขือเทศ ส่วนมากที่เปลือกของผลและเปลือกของเมล็ดมักจะมีเชื้อโรคพวก โรคใบจุดและโรคใบเหี่ยวติดมา สำหรับจำนวนเมล็ดของพริก
1 ผลจะไม่แน่นอนแต่ตามมาตรฐานของขนาดเมล็ดพริกแล้ว เมล็ดพริกหวาน 1 กรัม ควรที่จะมีเมล็ด 166 เมล็ดขึ้นไป ส่วนพริกที่มีรสเผ็ดควรมีขนาดเมล็ดเล็กลงเช่น พันธ์ห้วยสีทน 1 น้ำหนัก 1 กรัม มีจำนวนเมล็ดถึง 256 เมล็ด เมล็ดพริก มีอายุอยู่ได้ประมาณ 2-4 ปี
                                                                การปลูกพริก
ขั้นตอนการเตรียมดินในการปลูก
ขั้นตอนการเตรียมดินในการปลูกนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการปลูกพริกเนื่องจากถ้าเกษตรกรไม่สามารถเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นแล้วจะมีปัญหามากมายหรืออาจจะทำให้ขาดทุนได้ เกษตรกรจึงไม่ควรมอง ข้ามในเรื่องนี้
ขั้นตอนการไถและปรับสภาพดิน
ควรมีการไถเพื่อปรับสภาพดินและทำการตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เพื่อทำการฆ่าเชื้อรา
การรองพื้นโดยปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยมูลสัตว์) หลังจากตากดินไว้ 5-7 วันแล้ว ก่อนที่จะทำการไถในรอบที่ 2ให้ใช้ สาร ที-เอส-3000ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 100 ก.ก หว่านในอัตรา 50 -100 ก.ก ต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินและความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
การรองพื้นโดยปุ๋ยเคมี หลังจากตากดิน
5-7 วันแล้ว ให้ใช้ สารที-เอส-3000 ผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านอัตรา 25 ก.ก ต่อไร่ สาร ที-เอส-3000 จะช่วยกระตุ้นระบบรากให้มีมากขึ้นและช่วยให้ต้านทานโรคและแมลงได้ดีเนื่องจากสาร ที-เอส-3000จะมี ซิลิก้าซึ่งจะทำให้ลดต้นของพืชแข็งแรงพร้อมด้วยธาตุอาหารอื่นๆซึ่งจะทำให้แข็งแรงต้านทานโรคและได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วนหลังจากนั้นให้ทำการคราดกลบและรดน้ำเพื่อเตรียมการปลูกต่อไป 
                                                            ขั้นตอนการปลูก
หลังจากเพาะเลี้ยงต้นกล้าให้ได้อายุ
2-3 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงแปลงจริงให้ตัดยอดจนเหลื่อแต่ใบแก่ พร้อมกับรากแก้วให้เหลือเพียง 1-1 นิ้วครึ่ง เมื่อพริกโตขึ้นจะไม่สูงชะลูด แต่จะแตกพุ่มกลมมีกิ่งแขนงมากส่งผลให้มีดอกและผลมากด้วยส่วนรากจะเกิดรากฝอยใหม่จำนวนมากแผ่กระจายรอบทรงพุ่มสามารถหาอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ง่าย
การเตรียมต้นกล้าก่อนปลูก

หลังจากนำต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะเตรียมที่จะลงแปลงปลูก ให้นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงแช่น้ำที่ผสมที-เอส-
3000หรือไฮแม็ก อย่างไดอย่างหนึ่ง
-ที-เอส-3000 ประมาณ 3 ขีด ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ซิลิก้า ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว
- ไฮ-แม็ก ประมาณ 30-50 ซีซี (2-3 ฝา) เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว การปลูกไม่ควรปลูกลงลึกเกินไปเพราะจะทำให้พริกโตช้า
การใส่ปุ๋ย

หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตดังนี้

กรณีใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยมูลสัตว์)
ถ้าต้องการใสปุ๋ยอินทรีย์ใช้สารที-เอส-3000 ชนิดผง 15 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราปุ๋ยอินทรีย์ 200-300 กก. หว่านในอัตรา 1 ไร่ ที-เอส-3000 มีสารอาหารที่ครบถ้วนช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อรา ลดปัญหาการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า จะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ของปุ๋ยอินทรีย์ให้มีค่าเป็นกลางเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อพืช
กรณีใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเร่งการเจริญเติบโตให้ใช้ปุ๋ยสูตร
15-15-15 ,18-12-6,16-20-0 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง
สูตรเร่งการออกดอก ให้ใช้ปุ๋ยสูตร
13-13-21 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง
วิธีการให้ปุ๋ยและการฉีดพ่นธาตุอาหารทางใบ

หลังจากปลูกได้ประมาณ
20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร15-15-15 ,18-12-6,16-20-0 เลือกใช้สูตรไดสูตรหนึ่ง ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ยเรียบร้อยแล้วประมาณ 2-3 วัน ฉีดพ่นทางใบดังนี้ 
                                                           

เร่งการเจริญเติบโตทางใบ
 ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่งช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร

(ตัวเสริม โปรแท็ป 1-2 ขีด)
ประโยชน์ เร่งการเจริญเติบโต แตกกิ่ง แตกทรงพุ่ม สร้างลำต้นให้แข็งแรง ใบใหญ่ ใบหนา สีเข้ม ฉีดพ่นทุก
7-15 วัน ในเวลาเช้าหรือตอนเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อนฉีดพ่นไปจนกว่าพริกมีความพร้อมที่จะออกอกให้เปลี่ยนมาใช้สูตรเร่งดอกดังนี้ 
                                                          สูตรเร่งดอก-บำรุงดอก

 
ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง

ประโยชน์ สะสมสมแป้ง เร่งการออกดอก บำรุงดอก ลดการหลุดร่วงของดอก ฉีดพ่น
7-15 วัน /ครั้ง
เมื่อพริกมีความพร้อมที่จะออกดอก ปุ๋ยทางดินให้เปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ยได้ประมาณ 1-2 วัน ให้ฉีดพ่นด้วย ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง (ตัวเสริม ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี หรือ โปรแท็ป 1-2 ขีด) เพื่อเร่งการออกดอก ทำการรดน้ำใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาดูแลไปเรื่อยๆหลังจากเก็บผลผลิตแล้วให้ทำการบำรุงต้นให้พร้อมที่จะออกดอกรอบต่อไปโดยการฉีดพ่นทางใบ 1 ครั้ง ด้วย ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่งช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร (ตัวเสริม โปรแท็ป 1-2 ขีด) เพื่อบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะออกดอกในรอบต่อไปหลังจากบำรุงต้นเรียบร้อยแล้วให้ฉีดพ่นด้วยสูตรเร่งการออกดอก1-2 ครั้ง ต่อไปหลังจากทำการเก็บผลผลิตแล้วก็ให้ทำการฉีดพ่นเหมือนครั้งแรกสลับกันไปเรื่อย

                                                โรคและแมลงศัตรูพืชของพริก
ชื่อโรค
ผลซีดขาว ( Deficiency)
อาการ ผลพริกสุกมีสีไม่สม่ำเสมอ เมื่อตากแดดแล้วจะมีสีซีดขาว เมล็ดไม่ค่อยสมบูรณ์และมีผิวบาง

สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุโพแตสเซียม
การป้องกัน กำจัดระบบทางราก ควรเพิ่มปุ๋ยโพแตสเซียมให้เพียงพอเมื่อพริกตกผลควรให้ปุ๋ยทางดิน สูตรที่มีธาตุ โพแตสเซียมสูง เช่น สูตร
3-13-21, 13-21-21 ผสมร่วมกับ ที-เอส-3000 ในอัตราปุ๋ย 5 กก. ที-เอส-3000 1 กก.
ระบบทางใบ ฉีดพ่นด้วย เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง + โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ 20 ลิตร จะทำให้หายจากอาการผลซีดขาว

ชื่อโรค ใบด่างลาย (Deficiency)
อาการ ใบพริกมีเนื้อเยื่อระหว่างเส้นใยเป็นสีเหลือง ทำให้เกิดใบด่างลายสม่ำเสมอกันทั่วใบ อาการจะปรากฏเป็นใบแก่

สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุแม็กนีเซียม

การป้องกันและกำจัด

-เพิ่มปุ๋ยแม็กนีเซียมทางใบฉีดพ่นด้วยไฮ-แม็ก20-30 ซีซี+โปรแท็ป 1-2 ขีดต่อน้ำ 20 ลิตร
-ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 15 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่

ชื่อโรค ยอดเหลือง (Deficiency)
อาการ ใบอ่อนที่ยอดซีดเหลืองหรือซีดขาว ใบมีขนาดเล็งลงและออกเป็นกระจุกผลพริกก็มีอาการซีดขาวเช่นเดียวกัน และไม่สมบูรณ์ พริกที่แสดงอาการมากจะไม่ให้ผลิตผล

สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุเหล็ก

การป้องกันกำจัด

-ใช้ฉีดพ่นทางใบด้วยไฮ-แม็ก20-30 ซีซี+โปรแท็ป 1-2 ขีดต่อน้ำ 20 ลิตร
-ปรับปรุงดิน ถ้าดินเป็นกรดให้ใส่ปูนขาวอัตรา 200-300 กิโลกรัมต่อไร่
-ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 15 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่
หมายเหตุ ถ้าเป็นในระยะที่ยังไม่ออกผล จะไม่ได้ผลผลิตเลย ถ้ากำลังให้ผลผลิตก็ได้ ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์


ชื่อโรค เหี่ยวตาย (Fusarium wilt )
อาการ ต้นพริกแสดงอาการโดยใบที่ติดอยู่ตอนล่างเหลืองก่อน แล้วมีใบร่วงมาก ทำให้พุ่มบางตาลง ต่อมาจะมีอาการเหี่ยวในเวลากลางวันที่มีอากาศร้อนจัดชั่วระยะหนึ่ง
(2-7 วัน) แล้วจะเหี่ยวอย่างถาวรไม่ฟื้นอีกต่อไป พริกยืนต้นตายหรือใบร่วงหมด บางต้นที่มีระบบรากเสียน้อย จะแสดงอาการยอดแห้งเป็นสีน้ำตาล ใบร่วง พริกก็จะค่อยๆมีอาการมากขึ้นตามลำดับ พริกจะเป็นโรคนี้มากขึ้นเมื่อใกล้จะออกดอก และเพิ่มจำนวนขึ้นไปจนถึงเก็บเกี่ยว ให้ถอนต้นพริกที่เป็นโรคตรวจดูระบบรากและโคนต้น จะพบเนื้อเยื่อของท่อทางเดินอาหารและน้ำของรากและโคนต้นเป็นสีน้ำตาล เวลาอากาศชื้นๆมีสปอร์ของเชื้อสีขาวนวลหรืออมชมพูจับที่โคนต้นมองดูคล้ายผงแป้ง
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา
Fusarium oxysporum
การป้องกันและกำจัด
- ควรปรับดินด้วยปูนขาว หรือ ที-เอส-3000 เพราะดินเป็นกรดมากและเชื้อราที่เป็นสาเหตุของ โรคนี้ชอบสภาพดังกล่าว ถอนทำลายต้นที่เป็นโรคเสียใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ปรับปรุงสภาพดินให้โปร่ง ร่วนซุย ระบายได้ดีด้วย
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้ได้ดีเท่าๆกันจัดว่าเป็นปัญหามากในรายที่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์อย่าง
ฟุ่มเฟือย


ชื่อโรค
โรครากเน่าและโคนเน่า (Rootrot)
อาการโคนต้นและรากเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาล ในดินแถวโคนต้นมีเส้นใยราสีขาวซึ่ง

บางส่วนเจริญขึ้นไปเกาะอยู่ตามโคนและรากของต้นพริกด้วยถ้าสังเกตดูดินจะมีเม็ดราสีขาวน้ำตาลอ่อนและสีน้ำตาลแก่ ขนาดเท่าเมล็ดผักกาด เกิดปะปนอยู่กับเส้นใยราดังกล่าวด้วยต้นที่เป็นโรคแสดงอาการใบเหลืองแล้วต้นก็เหี่ยวตาย
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา
Sclerotium rolFsii Sacc
การป้องกัน

- เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้รวบรวมไปเผาไฟทำลายเสีย
- ใช้ปูนขาวคลุกดินในหลุมก่อนปลูกใหม่ ( ควรเป็นดินเปลี่ยนใหม่ด้วย)
- ควรมีการปลูกพืชสลับหมุนเวียนกันหรือถ้ามีการระบาดมากต้องเลิกปลูกไปเป็นเวลาหลายปี
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้ รวมทั้งพืชผักหลายชนิดก็มีอาการและสาเหตุของโรคแบบเดียวกัน ใส่ ที-เอส-
3000 ประมาณ 30-50 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตัน ต่อไร่ เชื้อโรคจะชะงักไป หรือลดน้อยลงมาก

ชื่อโรค รากปม
อาการ ต้นพริกจะมีอาการแคระแกร็นไม่ค่อยเจริญเติบโต ยอดตั้งชัน ให้ถอนต้นตรวจดูระบบรากฝอยและรากแขนงซึ่งถ้า เป็นโรคนี้รากจะมีปมขนาดต่างๆกันทำให้ระบบเนื้อเยื่อรากผิดปกติ รากจะไม่สามารถดูดกินอาหารได้ตามปกติโรคนี้มักจะเป็นในบริเวณดินที่เป็นดินทราย
สาเหตุเกิดจาก ไส้เดือนฝอย

การป้องกันกำจัด

- ไม่แนะนำให้ใช้ยาเคมีชนิดไดๆในการป้องกันและกำจัดโรคนี้เพราะจะให้ผล
ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน วิธีที่ควรทำคือ
-ในแปลงเพาะต้นกล้าอาจใช้วิธีฆ่าไส้เดือนโดยการรมควันหรือใช้น้ำร้อนราด
ลงไปบนดินเพื่อฆ่าไส้เดือนฝอย
-ในการปลูกในแปลงควรมีการตากดินให้แห้งสักระยะหนึ่งเพื่อให้ไข่และตัว
อ่อนไส้เดือนถูกแดดเผาตาย ไถพรวนดินให้ลึก
- ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก
1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่จะทำให้โรคนี้ลดลงได้
-ให้ปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังให้ทดน้ำให้
ท่วมแปลงระยะหนึ่งจะทำให้ศัตรูชนิดนี้ลดปริมาณลงได้
หมายเหตุ ในดินเหนียวและดินที่มีอินทรียวัตถุมากจะไม่เป็นโรคนี้


ชื่อโรค โรคกุ้งแห้งเทียม (Fruit rot )
อาการ ผลพริกที่มีแผลเนื่องจากหนอนแมลงวันเจาะผล หรือเนื่องจากผิวแห้งตายเพราะโรคกุ้งแห้ง มักจะมีเชื้อราในอากาศสีดำชนิดหนึ่งมาขึ้นบนแผล ทำให้ผลเน่ามีอาการคล้ายโรคกุ้งแห้งและถ้าเก็บไว้นาน เชื้อราจะระบาดติดต่อกันทำให้พริกเสียหายมากขึ้น

สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา
Alternaria sp.
การป้องกันกำจัด

- พ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อราประเภทเคมี
- เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ1 -2 ตันต่อไร่ และใส่ปูนขาวเล็กน้อย
- ป้องกันกำจัดหนอนและแมลงวันเจาะผล
- ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน
หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่
หมายเหตุ การป้องกันโรคควรผสมที-เอส-
3000 ทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย จะทำให้พริกมีความต้านทานต่อโรคนี้สูงที-เอส-3000 จะทำให้ผนังเซลแข็งแรงและคงทนต่อโรคนี้เป็นอย่างดี

ชื้อโรค โรคกุ้งแห้งหรือแอนแทรกโรส (Anthracnose)
อาการ ผลพริกมีแผลเป็นรูปไข่หรือวงกลมสีน้ำตาล ซึ่งแผลขยายกว้างออกไปขนาดของแผลไม่จำกัด บางแผลอาจใหญ่จนเน่าหมดทั้งผล เนื้อเยื่อของแผลบุ๋มลึกลงไปจากระดับเดิม และมีเส้นใยราสีดำเป็นขนสั้นๆขึ้นเป็นกระจุกและเรียงเป็นวงกลมหลายชั้น เวลาอากาศชื้นๆ มักมีสปอร์ของเชื้อราอูดออกมาเป็นน้ำข้นเยิ้มสีชมพูอ่อนหรือสีครีมอ่อนทำให้ผลพริกเน่าและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว

สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา
Coolletotrichum capsici โรคนี้มักจะเกิดในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ความชื้นในอากาศมีมากจนทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี พริกขาดแคลเซียมที่จะเป็นตัวช่วยให้เซลล์แข็งแรงต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เมื่อเกิดโรคระบาดไม่มีการป้องกันที่ถูกวิธี เช่น เก็บผลที่ถูกทำลายออกจากแปลงมาเผาทำลายการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลงทำให้เกิดโรคนี้ได้
การป้องกันและกำจัด เก็บผลพริกที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกแปลง ทำการกำจัดวัชพืชอย่าให้เป็นที่สะสมของโรค - แมลง และความชื้น ป้องกันโรคนี้ด้วยการปรับปรุงดินก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-
3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ย คอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่
ทางใบ ฉีดพ่นทางใบด้วย ซุปเปอร์-แบม 10-20 ซีซี + เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง+โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ 20 ลิตร จะช่วยลดปัญหาได้ ถ้าเกิดการระบาดรุนแรงให้ตัดต้น หรือกิ่งที่เป็นโรคเผาทำลาย และฉีดสารเคมีควบคุม ทำการกำจัดวัชพืชไม่ให้เป็นที่สะสมของโรค - แมลง พริกบางพันธ์ที่มีผลไต้พุ่ม เช่น พริกชี้ช้า ควรหงายหัวฉีดให้ยาซอกซอนไปเคลือบคลุมผลพริกให้ทั่ว (กำมะถันผงไม่สามารถรักษาโรคนี้หายได้)รวบรวมผลพริกที่เป็นโรคไปฝังหรือเผาทำลาย งดเว้นการใช้เมล็ดพันธ์ที่เก็บมาจากแหล่งที่มีเชื้อโรคมาทำพันธ์ ควรปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียน
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้รวมทั้งมะเขือเทศ โรคนี้มีปัญหามากในฤดูฝน ข้อควรระวังในการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคกุ้งแห้ง คือ ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน
2 ครั้ง
การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลง

ชื้อโรค โรคยอดและดอกเน่า
อาการ โรคนี้มาสาเหตุมาจากเชื้อรา (
Choanephora sp. )แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นเป็นเพราะพริกขาดธาตุ แคลเซียม เป็นหลักการเกิดของโรคนี้นอกจากการขาดธาตุแคลเซียมแล้วความชื้นก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โรคนี้มักเกิดกับแปลงที่กำจัดวัชพืชไม่ทันโดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำค้างตกเป็นเวลานานจะทำให้โรคระบาดได้รุนแรง
สาเหตุเกิดจาก ถูกทำลายด้วยเชื้อรา
Choanephora spระยะเริ่มแรกที่ส่วนยอดจะปรากฏอาการที่เรียกว่ายอดดำ เนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อราต่อมาเชื้อราจะสร้างเส้นสีเทา และที่ยอดและดอกพริกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ระยะต่อมาเชื้อราจะสร้างสปอร์สีดำอยู่บนส่วนปลายสุดของเส้นใยการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลงทำให้เกิดโรคนี้ได้
การป้องกันและกำจัด

ทางดิน ป้องกันโรคนี้ด้วยการปรับปรุงดินก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-
3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ย คอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่ เพื่อให้รากพืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีและดูดอาหารอย่างเต็มที่ ปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีของดิน (pH) ให้ได้ประมาณ 6.3 - 6.8 เพื่อให้พืชสามารถดูดอาหารได้อย่าสมดุลย์ โดยเฉพาะธาตุแคลเซียมซึ่งจะละลายในดินได้ดีที่ pH ประมาณ 6.8 - 7 ขึ้นไป
ทางใบ ฉีดพ่นทางใบด้วย ซุปเปอร์-แบม 10-20 ซีซี + เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง+โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ 20 ลิตร จะช่วยลดปัญหาได้ ถ้าเกิดการระบาดรุนแรงให้ตัดต้น หรือกิ่งที่เป็นโรคเผาทำลาย และฉีดสารเคมีควบคุม ทำการกำจัดวัชพืชไม่ให้เป็นที่สะสมของโรค - แมลง

view
view