การปลูกพริก
พริก ชื่อสามัญ Chilly วงศ์ Solanaceae
ในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกพริกมากที่สุด คือ 31 สายพันธุ์ เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก พริกยักษ์ เป็นต้น โดยทั่วไปพริกสายพันธ์นี้นิยมปลูกกันมากทั่วโลกและถือเป็นสายพันธุ์ที่สำคัญที่สุดพริกที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีดังนี้พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกยักษ์ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูไร่ พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับมะเขือ มันฝรั่งและยาสูบเป็นไม้พุ่มล้มลุกเนื้ออ่อน บางชนิดอยู่ได้หลายฤดู บางชนิดอยู่ได้ฤดูเดียว มีความผันแปรค่อนข้างมาก ทั้งลักษณะสี กลีบดอก ลำต้น ใบ ผล เป็นพืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศและสามารถผสมตัวเองได้ แต่ก็มีโอกาสผสมข้ามดอกและก่อให้เกิดการกลายพันธ์ได้ 9-36 %องค์การนานาชาติว่าด้วยแหล่งพันธุกรรมทางพืชแบ่งพันธ์พริกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ได้ 5กลุ่ม พริก มาจาก ภาษา กรีก เรียกว่า Kaptein แปลว่า มีรสเผ็ดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาไต้สันนิษฐานว่ามนุษย์เริ่มเพาะปลูกพริกเป็นครั้งแรกในระหว่าง 5,000-3,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่ามายาเป็นชนเผ่าแรกที่นำพริกมาปรุงเป็นเครื่องปรุงอาหารโดยการนำพริกป่นมาผสมน้ำสำหรับเป็นเครื่องจิ้มอาหาร
ระบบราก ระบบรากของพริกมีรากแก้ว รากหากินลึกมาก พริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกิน1.20 เมตร รากฝอยจะหากินในความลึกประมาณ
ลำต้นและกิ่ง ลำต้นของพริกสูงประมาณ 1-
ใบพริก เป็นพืชแบบใบเลี้ยงคู่ ใบเป็นแบบใบเดียว มีลักษณะแบนเรียบเป็นมัน มีขนบ้างเล็กน้อย ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่จนถึงใบเรียวยาว ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็ก แต่ในระยะเป็นต้นกล้าและใบล่างๆของต้นโตเต็มที่จะมีขนาดค่อนข้างใบใหญ่
ดอก ลักษณะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดียว แต่อาจพบมีหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ดอกเกิดที่ข้อตรงมุมที่เกิดใบหรือกิ่งก้านดอกอาจตรงหรือโค้งส่วนประกอบของดอกประกอบด้วย กลีบรองดอก 5 พูกลีบดอกสีขาว 5 กลีบแต่บางพันธ์อาจมีสีม่วงและอาจมีกลีบดอกตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก อับเกสรตัวผู้มีสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็กๆ ยาวๆ เกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไปเหนือเกสรตัวผู้ ปลายเกสรตัวเมียมีรูปร่างเหมือนกระบองหัวมน รังไข่มี 3 พู แต่อาจพบได้มีตั้งแต่ 2-4 พูและจากการศึกษาพบว่าพริกมีวันที่ตอบสนองต่อช่วงวันโดยมักจะออกดอกและติดผลในสภาพวันสั้นในระหว่างการเจริญเติบโตหากได้รับสภาพวันยาวหรือมีการใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความยาวของช่องแสง พริกก็จะออกดอกช้าออกไป
ผล มีทั้งผลเดี่ยวและผลกลุ่ม มีลักษณะเป็นกระเปาะ มีฐานขั้วผลสั้นและหนา โดยปกติผลอ่อนมักชี้ขึ้น เมื่อเป็นผลแก่พันธ์ที่มีลักษณะขั้วผลอ่อนก็จะให้ผลที่ห้อยลง บางพันธ์ทั้งผลอ่อนและผลแก่จะชี้ขึ้น ผลมีทั้งลักษณะแบนๆกลม ยาว จนถึงพองอ้วนสั้น ฐานของผลอาจแบ่งออกเป็น 2-4 ห้อง จะสังเกตได้ชัดเจนในพริกหวาน ในระหว่างการเจริญเติบโตของผลหากอุณหภูมิในเวลากลางวันสูงและความชื้นในบรรยากาศต่ำจะทำให้ผลพริกมีการเจริญผิดปกติ บิดเบี้ยว มีขนาดเล็ก ทำให้การติดเมล็ดต่ำกว่าปกติ
เมล็ด เมล็ดพริกค่อนข้างใหญ่กว่าเมล็ดมะเขือเทศแต่มีรูปร่างคลายกัน คือกลมแบน ไม่ค่อยมีขนเหมือนเมล็ดมะเขือเทศ ส่วนมากที่เปลือกของผลและเปลือกของเมล็ดมักจะมีเชื้อโรคพวก โรคใบจุดและโรคใบเหี่ยวติดมา สำหรับจำนวนเมล็ดของพริก 1 ผลจะไม่แน่นอนแต่ตามมาตรฐานของขนาดเมล็ดพริกแล้ว เมล็ดพริกหวาน
การปลูกพริก
ขั้นตอนการเตรียมดินในการปลูก
ขั้นตอนการเตรียมดินในการปลูกนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการปลูกพริกเนื่องจากถ้าเกษตรกรไม่สามารถเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นแล้วจะมีปัญหามากมายหรืออาจจะทำให้ขาดทุนได้ เกษตรกรจึงไม่ควรมอง ข้ามในเรื่องนี้
ขั้นตอนการไถและปรับสภาพดิน
ควรมีการไถเพื่อปรับสภาพดินและทำการตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เพื่อทำการฆ่าเชื้อรา
การรองพื้นโดยปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยมูลสัตว์) หลังจากตากดินไว้ 5-7 วันแล้ว ก่อนที่จะทำการไถในรอบที่ 2ให้ใช้ สาร ที-เอส-3000ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 100 ก.ก หว่านในอัตรา 50 -100 ก.ก ต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินและความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
การรองพื้นโดยปุ๋ยเคมี หลังจากตากดิน 5-7 วันแล้ว ให้ใช้ สารที-เอส-3000 ผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านอัตรา 25 ก.ก ต่อไร่ สาร ที-เอส-3000 จะช่วยกระตุ้นระบบรากให้มีมากขึ้นและช่วยให้ต้านทานโรคและแมลงได้ดีเนื่องจากสาร ที-เอส-3000จะมี ซิลิก้าซึ่งจะทำให้ลดต้นของพืชแข็งแรงพร้อมด้วยธาตุอาหารอื่นๆซึ่งจะทำให้แข็งแรงต้านทานโรคและได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วนหลังจากนั้นให้ทำการคราดกลบและรดน้ำเพื่อเตรียมการปลูกต่อไป
ขั้นตอนการปลูก
หลังจากเพาะเลี้ยงต้นกล้าให้ได้อายุ 2-3 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงแปลงจริงให้ตัดยอดจนเหลื่อแต่ใบแก่ พร้อมกับรากแก้วให้เหลือเพียง 1-1 นิ้วครึ่ง เมื่อพริกโตขึ้นจะไม่สูงชะลูด แต่จะแตกพุ่มกลมมีกิ่งแขนงมากส่งผลให้มีดอกและผลมากด้วยส่วนรากจะเกิดรากฝอยใหม่จำนวนมากแผ่กระจายรอบทรงพุ่มสามารถหาอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ง่าย
การเตรียมต้นกล้าก่อนปลูก
หลังจากนำต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะเตรียมที่จะลงแปลงปลูก ให้นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงแช่น้ำที่ผสมที-เอส-3000หรือไฮแม็ก อย่างไดอย่างหนึ่ง
-ที-เอส-3000 ประมาณ 3 ขีด ต่อน้ำ
- ไฮ-แม็ก ประมาณ 30-50 ซีซี (2-3 ฝา) เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว การปลูกไม่ควรปลูกลงลึกเกินไปเพราะจะทำให้พริกโตช้า
การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตดังนี้
กรณีใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยมูลสัตว์)ถ้าต้องการใสปุ๋ยอินทรีย์ใช้สารที-เอส-3000 ชนิดผง 15 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราปุ๋ยอินทรีย์ 200-
กรณีใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเร่งการเจริญเติบโตให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ,18-12-6,16-20-0 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง
สูตรเร่งการออกดอก ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง
วิธีการให้ปุ๋ยและการฉีดพ่นธาตุอาหารทางใบ
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร15-15-15 ,18-12-6,16-20-0 เลือกใช้สูตรไดสูตรหนึ่ง ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ยเรียบร้อยแล้วประมาณ 2-3 วัน ฉีดพ่นทางใบดังนี้
เร่งการเจริญเติบโตทางใบ
ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่งช้อนชา ต่อน้ำ
(ตัวเสริม โปรแท็ป 1-2 ขีด)
ประโยชน์ เร่งการเจริญเติบโต แตกกิ่ง แตกทรงพุ่ม สร้างลำต้นให้แข็งแรง ใบใหญ่ ใบหนา สีเข้ม ฉีดพ่นทุก 7-15 วัน ในเวลาเช้าหรือตอนเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อนฉีดพ่นไปจนกว่าพริกมีความพร้อมที่จะออกอกให้เปลี่ยนมาใช้สูตรเร่งดอกดังนี้
สูตรเร่งดอก-บำรุงดอก
ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง
ประโยชน์ สะสมสมแป้ง เร่งการออกดอก บำรุงดอก ลดการหลุดร่วงของดอก ฉีดพ่น 7-15 วัน /ครั้ง
เมื่อพริกมีความพร้อมที่จะออกดอก ปุ๋ยทางดินให้เปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ยเคมี จำนวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ยได้ประมาณ 1-2 วัน ให้ฉีดพ่นด้วย ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง (ตัวเสริม ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี หรือ โปรแท็ป 1-2 ขีด) เพื่อเร่งการออกดอก ทำการรดน้ำใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาดูแลไปเรื่อยๆหลังจากเก็บผลผลิตแล้วให้ทำการบำรุงต้นให้พร้อมที่จะออกดอกรอบต่อไปโดยการฉีดพ่นทางใบ 1 ครั้ง ด้วย ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่งช้อนชา ต่อน้ำ
โรคและแมลงศัตรูพืชของพริก
ชื่อโรค ผลซีดขาว ( Deficiency)
อาการ ผลพริกสุกมีสีไม่สม่ำเสมอ เมื่อตากแดดแล้วจะมีสีซีดขาว เมล็ดไม่ค่อยสมบูรณ์และมีผิวบาง
สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุโพแตสเซียม
การป้องกัน กำจัดระบบทางราก ควรเพิ่มปุ๋ยโพแตสเซียมให้เพียงพอเมื่อพริกตกผลควรให้ปุ๋ยทางดิน สูตรที่มีธาตุ โพแตสเซียมสูง เช่น สูตร 3-13-21, 13-21-21 ผสมร่วมกับ ที-เอส-3000 ในอัตราปุ๋ย
ระบบทางใบ ฉีดพ่นด้วย เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง + โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ
ชื่อโรค ใบด่างลาย (Deficiency)
อาการ ใบพริกมีเนื้อเยื่อระหว่างเส้นใยเป็นสีเหลือง ทำให้เกิดใบด่างลายสม่ำเสมอกันทั่วใบ อาการจะปรากฏเป็นใบแก่
สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุแม็กนีเซียม
การป้องกันและกำจัด
-เพิ่มปุ๋ยแม็กนีเซียมทางใบฉีดพ่นด้วยไฮ-แม็ก20-30 ซีซี+โปรแท็ป 1-2 ขีดต่อน้ำ
-ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 15 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา
ชื่อโรค ยอดเหลือง (Deficiency)
อาการ ใบอ่อนที่ยอดซีดเหลืองหรือซีดขาว ใบมีขนาดเล็งลงและออกเป็นกระจุกผลพริกก็มีอาการซีดขาวเช่นเดียวกัน และไม่สมบูรณ์ พริกที่แสดงอาการมากจะไม่ให้ผลิตผล
สาเหตุเกิดจาก ขาดธาตุเหล็ก
การป้องกันกำจัด
-ใช้ฉีดพ่นทางใบด้วยไฮ-แม็ก20-30 ซีซี+โปรแท็ป 1-2 ขีดต่อน้ำ
-ปรับปรุงดิน ถ้าดินเป็นกรดให้ใส่ปูนขาวอัตรา 200-300 กิโลกรัมต่อไร่
-ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 15 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา
หมายเหตุ ถ้าเป็นในระยะที่ยังไม่ออกผล จะไม่ได้ผลผลิตเลย ถ้ากำลังให้ผลผลิตก็ได้ ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์
ชื่อโรค เหี่ยวตาย (Fusarium wilt )
อาการ ต้นพริกแสดงอาการโดยใบที่ติดอยู่ตอนล่างเหลืองก่อน แล้วมีใบร่วงมาก ทำให้พุ่มบางตาลง ต่อมาจะมีอาการเหี่ยวในเวลากลางวันที่มีอากาศร้อนจัดชั่วระยะหนึ่ง (2-7 วัน) แล้วจะเหี่ยวอย่างถาวรไม่ฟื้นอีกต่อไป พริกยืนต้นตายหรือใบร่วงหมด บางต้นที่มีระบบรากเสียน้อย จะแสดงอาการยอดแห้งเป็นสีน้ำตาล ใบร่วง พริกก็จะค่อยๆมีอาการมากขึ้นตามลำดับ พริกจะเป็นโรคนี้มากขึ้นเมื่อใกล้จะออกดอก และเพิ่มจำนวนขึ้นไปจนถึงเก็บเกี่ยว ให้ถอนต้นพริกที่เป็นโรคตรวจดูระบบรากและโคนต้น จะพบเนื้อเยื่อของท่อทางเดินอาหารและน้ำของรากและโคนต้นเป็นสีน้ำตาล เวลาอากาศชื้นๆมีสปอร์ของเชื้อสีขาวนวลหรืออมชมพูจับที่โคนต้นมองดูคล้ายผงแป้ง
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา Fusarium oxysporum
การป้องกันและกำจัด - ควรปรับดินด้วยปูนขาว หรือ ที-เอส-3000 เพราะดินเป็นกรดมากและเชื้อราที่เป็นสาเหตุของ โรคนี้ชอบสภาพดังกล่าว ถอนทำลายต้นที่เป็นโรคเสียใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มากกว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ปรับปรุงสภาพดินให้โปร่ง ร่วนซุย ระบายได้ดีด้วย
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้ได้ดีเท่าๆกันจัดว่าเป็นปัญหามากในรายที่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์อย่าง ฟุ่มเฟือย
ชื่อโรคโรครากเน่าและโคนเน่า (Rootrot)
อาการโคนต้นและรากเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาล ในดินแถวโคนต้นมีเส้นใยราสีขาวซึ่ง
บางส่วนเจริญขึ้นไปเกาะอยู่ตามโคนและรากของต้นพริกด้วยถ้าสังเกตดูดินจะมีเม็ดราสีขาวน้ำตาลอ่อนและสีน้ำตาลแก่ ขนาดเท่าเมล็ดผักกาด เกิดปะปนอยู่กับเส้นใยราดังกล่าวด้วยต้นที่เป็นโรคแสดงอาการใบเหลืองแล้วต้นก็เหี่ยวตาย
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา Sclerotium rolFsii Sacc
การป้องกัน
- เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้รวบรวมไปเผาไฟทำลายเสีย
- ใช้ปูนขาวคลุกดินในหลุมก่อนปลูกใหม่ ( ควรเป็นดินเปลี่ยนใหม่ด้วย)
- ควรมีการปลูกพืชสลับหมุนเวียนกันหรือถ้ามีการระบาดมากต้องเลิกปลูกไปเป็นเวลาหลายปี
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้ รวมทั้งพืชผักหลายชนิดก็มีอาการและสาเหตุของโรคแบบเดียวกัน ใส่ ที-เอส-3000 ประมาณ 30-50 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตัน ต่อไร่ เชื้อโรคจะชะงักไป หรือลดน้อยลงมาก
ชื่อโรค รากปม
อาการ ต้นพริกจะมีอาการแคระแกร็นไม่ค่อยเจริญเติบโต ยอดตั้งชัน ให้ถอนต้นตรวจดูระบบรากฝอยและรากแขนงซึ่งถ้า เป็นโรคนี้รากจะมีปมขนาดต่างๆกันทำให้ระบบเนื้อเยื่อรากผิดปกติ รากจะไม่สามารถดูดกินอาหารได้ตามปกติโรคนี้มักจะเป็นในบริเวณดินที่เป็นดินทราย
สาเหตุเกิดจาก ไส้เดือนฝอย
การป้องกันกำจัด
- ไม่แนะนำให้ใช้ยาเคมีชนิดไดๆในการป้องกันและกำจัดโรคนี้เพราะจะให้ผล
ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน วิธีที่ควรทำคือ
-ในแปลงเพาะต้นกล้าอาจใช้วิธีฆ่าไส้เดือนโดยการรมควันหรือใช้น้ำร้อนราด
ลงไปบนดินเพื่อฆ่าไส้เดือนฝอย
-ในการปลูกในแปลงควรมีการตากดินให้แห้งสักระยะหนึ่งเพื่อให้ไข่และตัว
อ่อนไส้เดือนถูกแดดเผาตาย ไถพรวนดินให้ลึก
- ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 ปริมาณ 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก
1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา 1 ไร่จะทำให้โรคนี้ลดลงได้
-ให้ปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพริก ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังให้ทดน้ำให้
ท่วมแปลงระยะหนึ่งจะทำให้ศัตรูชนิดนี้ลดปริมาณลงได้
หมายเหตุ ในดินเหนียวและดินที่มีอินทรียวัตถุมากจะไม่เป็นโรคนี้
ชื่อโรค โรคกุ้งแห้งเทียม (Fruit rot )
อาการ ผลพริกที่มีแผลเนื่องจากหนอนแมลงวันเจาะผล หรือเนื่องจากผิวแห้งตายเพราะโรคกุ้งแห้ง มักจะมีเชื้อราในอากาศสีดำชนิดหนึ่งมาขึ้นบนแผล ทำให้ผลเน่ามีอาการคล้ายโรคกุ้งแห้งและถ้าเก็บไว้นาน เชื้อราจะระบาดติดต่อกันทำให้พริกเสียหายมากขึ้น
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา Alternaria sp.
การป้องกันกำจัด
- พ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อราประเภทเคมี
- เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ1 -2 ตันต่อไร่ และใส่ปูนขาวเล็กน้อย
- ป้องกันกำจัดหนอนและแมลงวันเจาะผล
- ก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ยคอก1 ตัน
หว่านรองพื้นในอัตรา
หมายเหตุ การป้องกันโรคควรผสมที-เอส-3000 ทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย จะทำให้พริกมีความต้านทานต่อโรคนี้สูงที-เอส-3000 จะทำให้ผนังเซลแข็งแรงและคงทนต่อโรคนี้เป็นอย่างดี
ชื้อโรค โรคกุ้งแห้งหรือแอนแทรกโรส (Anthracnose)
อาการ ผลพริกมีแผลเป็นรูปไข่หรือวงกลมสีน้ำตาล ซึ่งแผลขยายกว้างออกไปขนาดของแผลไม่จำกัด บางแผลอาจใหญ่จนเน่าหมดทั้งผล เนื้อเยื่อของแผลบุ๋มลึกลงไปจากระดับเดิม และมีเส้นใยราสีดำเป็นขนสั้นๆขึ้นเป็นกระจุกและเรียงเป็นวงกลมหลายชั้น เวลาอากาศชื้นๆ มักมีสปอร์ของเชื้อราอูดออกมาเป็นน้ำข้นเยิ้มสีชมพูอ่อนหรือสีครีมอ่อนทำให้ผลพริกเน่าและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว
สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา Coolletotrichum capsici โรคนี้มักจะเกิดในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ความชื้นในอากาศมีมากจนทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี พริกขาดแคลเซียมที่จะเป็นตัวช่วยให้เซลล์แข็งแรงต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เมื่อเกิดโรคระบาดไม่มีการป้องกันที่ถูกวิธี เช่น เก็บผลที่ถูกทำลายออกจากแปลงมาเผาทำลายการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลงทำให้เกิดโรคนี้ได้
การป้องกันและกำจัด เก็บผลพริกที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกแปลง ทำการกำจัดวัชพืชอย่าให้เป็นที่สะสมของโรค - แมลง และความชื้น ป้องกันโรคนี้ด้วยการปรับปรุงดินก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ย คอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา
ทางใบ ฉีดพ่นทางใบด้วย ซุปเปอร์-แบม 10-20 ซีซี + เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง+โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ
หมายเหตุ พริกทุกพันธ์เป็นโรคนี้รวมทั้งมะเขือเทศ โรคนี้มีปัญหามากในฤดูฝน ข้อควรระวังในการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคกุ้งแห้ง คือ ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง
การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลง
ชื้อโรค โรคยอดและดอกเน่า
อาการ โรคนี้มาสาเหตุมาจากเชื้อรา ( Choanephora sp. )แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นเป็นเพราะพริกขาดธาตุ แคลเซียม เป็นหลักการเกิดของโรคนี้นอกจากการขาดธาตุแคลเซียมแล้วความชื้นก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โรคนี้มักเกิดกับแปลงที่กำจัดวัชพืชไม่ทันโดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำค้างตกเป็นเวลานานจะทำให้โรคระบาดได้รุนแรง
สาเหตุเกิดจาก ถูกทำลายด้วยเชื้อรา Choanephora spระยะเริ่มแรกที่ส่วนยอดจะปรากฏอาการที่เรียกว่ายอดดำ เนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อราต่อมาเชื้อราจะสร้างเส้นสีเทา และที่ยอดและดอกพริกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ระยะต่อมาเชื้อราจะสร้างสปอร์สีดำอยู่บนส่วนปลายสุดของเส้นใยการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราสูงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชดูดแคลเซียมได้น้อยลงทำให้เกิดโรคนี้ได้
การป้องกันและกำจัด
ทางดิน ป้องกันโรคนี้ด้วยการปรับปรุงดินก่อนปลูกรองพื้นด้วย ที-เอส-3000 20 -30 กก.ผสมด้วยปุ๋ย คอก1 ตัน หว่านรองพื้นในอัตรา
ทางใบ ฉีดพ่นทางใบด้วย ซุปเปอร์-แบม 10-20 ซีซี + เอ็มเร็ตต้า 2-3 ช้อนแกง+โปรแท็ป 1-2 ขีด ผสมน้ำ

หน้าแรก
ผู้บริหาร
คลิปวีดีโอ
สินค้าโปรโมชั่น